15.03.26    Avyakt Bapdada     Thai Murli     24.03.2009     Om Shanti     Madhuban


จงหลอมรวมสมบัติที่ลูกได้รับจากบัพดาดาไว้ในตัวลูก
ใช้สมบัติเหล่านั้นและกลายเป็นผู้มีอำนาจของประสบการณ์


วันนี้ บาบามองเห็นลูกๆทุกคนในทุกหนแห่งที่ได้สะสมสมบัติทั้งหมดไว้และกลับมาเต็มเปี่ยม พร้อมกันนี้ บาบายังเห็นผลลัพธ์ว่าลูกแต่ละคนได้สะสมสมบัติเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด ลูกได้รับสมบัติอันไม่สูญสลายมากมายจากบัพดาดา สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือสมบัติแห่งความรู้ ซึ่งทำให้ลูกได้รับการหลุดพ้นและการหลดพ้นในชีวิต ลูกๆทุกคนได้รับการหลุดพ้นจากร่างเก่าและโลกเก่านี้ และมีสภาพของการหลุดพ้นในชีวิตและรู้หนทางไปสู่ดินแดนแห่งการหลุดพ้น ไม่เพียงแต่จะมีสมบัติแห่งความรู้นี้เท่านั้น แต่พร้อมกันนั้นยังมีสมบัติของโยคะที่ทำให้ลูกได้มาซึ่งพลังทั้งหมดด้วย พร้อมกันนั้นยังมีสมบัติแห่งการซึมซับ ซึ่งทำให้ลูกได้มาซึ่งคุณธรรมทั้งหมด ต่อจากนั้นคือสมบัติของงานรับใช้ ซึ่งทำให้ลูกได้รับสมบัติแห่งพรและสมบัติแห่งความสุข และพร้อมกับทั้งหมดเหล่านี้ สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดคือ เวลาของยุคบรรจบพบกัน เพราะในทั้งวงจร เวลาของยุคบรรจบพบกันเป็นเวลาที่มีค่าที่สุด ทุกความคิดและทุกขณะในช่วงเวลาของยุคบรรจบพบกันนั้นมีค่าที่สุด เพราะมีเพียงในยุคบรรจบพบกันเท่านั้นที่การพบปะอันแสนหวานระหว่างบัพดาดาและลูกๆจะเกิดขึ้น ไม่มีในยุคอื่นใดที่การพบปะระหว่างพระเจ้า ผู้เป็นพ่อ และลูกๆ ของพระเจ้าจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ มีเพียงในยุคบรรจบพบกันนี้เท่านั้นที่ลูกจะได้มาซึ่งสมบัติทั้งหมดจากบัพดาดา มีเพียงในยุคบรรจบพบกันเท่านั้นที่ลูกจะสามารถสะสมสมบัติได้ ไม่มีในยุคอื่นใดที่ลูกจะมีบัญชีไว้สะสมสมบัติหรือมีธนาคารไว้สำหรับฝากสมบัติเหล่านั้นได้เลย มีเพียงช่วงเวลาของยุคบรรจบพบกันนี้เท่านั้นที่ลูกสามารถสะสมได้มากเท่าที่ลูกต้องการ และความสำคัญของช่วงเวลาของการบรรจบกันนี้คือลูกสามารถสะสมได้มากมายสำหรับหลายๆชาติเกิดในชาติเกิดเดียวนี้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมยุคเล็กๆนี้จึงมีความสำคัญมาก – เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกๆทุกคนได้รับสมบัติเหล่านั้นจากบัพดาดา พ่อผู้ให้คือหนึ่งเดียวและท่านให้แก่ลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในการสะสมสมบัติเหล่านี้ ลูกๆแต่ละคนสะสมตามความพยายามของลูก พ่อผู้ประทานคือหนึ่งเดียวและให้แก่ลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในเวลาเดียวกัน แต่ท่านเห็นอะไรในวิธีที่ลูกๆสะสมสมบัติเหล่านั้น แม้ว่าพ่อจะให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในการซึมซับสมบัติเหล่านั้น ลูกๆแต่ละคนก็ใช้ความพยายามของตนเอง เพราะในการซึมซับสมบัติเหล่านั้น ประการแรก ลูกสามารถสร้างรางวัลของลูกเองได้ด้วยความพยายามของลูกเอง ประการที่สอง ลูกต้องอยู่อย่างพอใจและทำให้ทุกคนพอใจอยู่เสมอ ด้วยคุณสมบัติพิเศษของความพอใจ ลูกสามารถสะสมสมบัติได้ และประการที่สาม ด้วยการทำงานรับใช้ เพราะด้วยการทำงานรับใช้จะทำให้ลูกดวงวิญญาณทั้งหมดได้รับความสุข และดังนั้นลูกจึงสามารถสะสมสมบัติแห่งความสุขได้ ประการแรกคือความพยายามของลูกเอง ประการที่สองคือความพยายามที่จะทำให้ทุกคนพอใจ และประการที่สามคือความพยายามในการทำงานรับใช้ ลูกสามารถสะสมสมบัติได้ในสามวิธีนี้ เพื่อที่จะสะสมสมบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับผู้อื่นและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น จงมีสำนึกของการเป็นเครื่องมือ มีความถ่อมตน ด้วยแรงจูงใจที่ไม่เห็นแก่ตัว มีความจำเป็นที่จะต้องมีความปรารถนาดีและความรู้สึกที่บริสุทธิ์ต่อทุกดวงวิญญาณ หากลูกมีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในงานรับใช้ที่ลูกทำ รวมถึงในความสัมพันธ์และในสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับผู้อื่นแล้ว ลูกจะสามารถสะสมในบัญชีบุญและบัญชีพรของลูกได้อย่างง่ายดาย

บัพดาดาได้เห็นชาร์ทของทุกคน ท่านเห็นอะไร? ท่านเห็นว่าลูกทุกคนในทุกหนทุกแห่งนั้นตามลำดับกันไป พ่อคือหนึ่งเดียว ท่านให้แก่ลูกทุกคนในเวลาเดียวกัน แต่ในการสะสมสิ่งเหล่านี้ ท่านเห็นลูกสองประเภท ประเภทแรกคือผู้ที่สะสมสมบัติแล้วใช้หมดไปในทันที พวกเขาสะสมก็จริง แต่ก็ใช้จนหมดสิ้นไป ประเภทที่สองคือผู้ที่ใช้สมบัติเหล่านั้น ทั้งสะสมและเพิ่มพูนสมบัติเหล่านั้นด้วยการใส่ใจในการสะสมนั้น แล้ววิธีที่จะเพิ่มพูนสมบัติคืออะไร? วิธีที่จะเพิ่มพูนสมบัติคือการใช้สมบัติที่ลูกได้รับมาใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ที่ยากลำบากใดๆที่เกิดขึ้นตามเวลาที่เหมาะสม ผู้ที่ใช้สมบัติเหล่านี้และเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้วยสภาพของตนจะสามารถสะสมสมบัติเหล่านั้นได้ ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้สมบัติเหล่านี้ก็จะไม่สะสม ดังนั้นลูกแต่ละคนควรถามตัวเองว่า: ฉันกำลังใช้สมบัติเพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่นในเวลาที่ถูกต้องหรือไม่? ยิ่งลูกใช้สมบัตินั้นมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น เพราะด้วยการใช้สมบัตินั้นก็ทำให้ลูกมีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นลูกจึงเพิ่มพูนอำนาจของประสบการณ์ของลูกต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้น จงตรวจสอบและถามตัวเองว่า: ฉันได้สะสมสมบัติเหล่านี้ทั้งหมดแล้วหรือยัง? ฉันกำลังใช้วิธีการเพิ่มพูนสมบัติเหล่านี้ในเวลาที่ถูกต้องหรือไม่? อำนาจของประสบการณ์ของฉันกำลังเพิ่มขึ้นหรือไม่? ในบรรดาอำนาจทั้งหมด อำนาจของประสบการณ์คือสิ่งที่ถูกจดจำมากที่สุด ดังนั้น ลูกแต่ละคนต้องเพิ่มพูนบัญชีของตนเอง ลูกต้องตรวจสอบตัวเอง เพราะตอนนี้เป็นเวลาที่จะตรวจสอบ สำหรับลูก ลูกยังสามารถเพิ่มพูนสมบัติได้ ลูกยังมีโอกาส และโอกาสนี้ก็จะหมดไป แล้วลูกจะไม่สามารถเพิ่มพูนสมบัติได้อีกแม้ว่าลูกต้องการก็ตาม

บัพดาดาเห็นว่า เมื่อลูกได้รับสมบัติ ลูกมีความสุขแม้กระทั่งพยายามที่จะซึมซับสมบัติเหล่านั้นไว้ในตนเอง อย่างไรก็ตาม สำหรับการที่ลูกจะได้รับสมบัตินั้น ลูกสามารถรับได้โดยผ่านมุรลีเท่านั้น มีลูกอยู่สองประเภท ประเภทหนึ่งคือผู้ที่เพียงแค่ฟังเท่านั้น และอีกประเภทหนึ่งคือผู้ที่หลอมรวมไว้ในตนเอง ลูกบางคนมีความสุขมากเมื่อได้ฟัง แต่มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างการแค่ฟังกับการหลอมรวมไว้ในตนเอง ผู้ที่หลอมรวมไว้ในตนเองจะกลายเป็นผู้มีประสบการณ์มากขึ้น เพราะพวกเขาใช้สิ่งที่หลอมรวมไว้นั้นในเวลาที่ถูกต้อง และด้วยเหตุนี้สมบัติของพวกเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ที่เพียงแค่ฟังและพูดถึงมัน และแม้กระทั่งถ่ายทอดได้ดีมาก โดยบอกว่าสิ่งที่บาบาพูดนั้นดีมาก อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้หลอมรวมไว้ในตนเอง พวกเขาก็ไม่สามารถใช้มันในเวลาที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ลูกทุกคนต้องตรวจสอบดูว่า: ฉันคือผู้ที่หลอมรวมไว้ตนเองหรือไม่? หากมีน้อยกว่านั้นเล็กน้อย หากลูกยังไม่เต็มเปี่ยม ก็จะมีความแปรปรวน แต่คนที่หลอมรวมไว้ในตนเองอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ก็จะไม่มีความแปรปรวนใดๆ เหตุนี้เองบัพดาดาจึงตรวจสอบสมบัติของทุกคนในวันนี้ ลูกได้รับการบอกแล้วว่ามีลูกสองประเภท เวลานี้จงตรวจสอบตัวเองดูสิว่า: ฉันเป็นใคร? การเพิ่มพูนสมบัติหมายถึงการใช้มันในเวลาที่ถูกต้อง ยิ่งลูกใช้สมบัติมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะมีสมบัติมากมายเพียงใด ผู้ที่เป็นนายของสมบัติเหล่านั้นต่างหากคือผู้ที่ใช้สมบัตินั้น สมบัติเหล่านั้นไม่สามารถใช้ตัวมันเองได้ พ่อได้ให้สมบัติทั้งหมดอันเป็นมรดกแก่ลูกทุกคน ลูกแต่ละคนต้องใส่ใจที่จะทำให้สมบัติของพ่อเป็นของตนเอง เพราะยิ่งลูกเต็มเปี่ยมไปด้วยทรัพย์สมบัติมากเท่าไร ลูกก็จะยิ่งอยู่อย่างไม่ไหวหวั่นสั่นคลอนมากเท่านั้น

บัพดาดาต้องการให้ลูกๆแต่ละคนเต็มเปี่ยม ไม่ใช่น้อยไปกว่านี้ เพราะเป็นเพียงเวลานี้เท่านั้นที่ลูกมีโอกาสที่จะเพิ่มพูนบัญชีที่ไม่สูญสลายของลูกด้วยพ่อ นี่คือเหตุผลที่กล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็จะไม่มีวันอีกแล้ว!” นี่คือการสรรเสริญของเวลาของยุคบรรจบพบกัน ในอนาคตลูกจะได้รับผลของสิ่งที่ลูกได้สะสมมา แต่เวลาที่จะได้รับผลนั้นคือตอนนี้เท่านั้น ดังนั้นลูกแต่ละคนต้องตรวจสอบบัญชีของตนเอง ว่าคลังสมบัติของแต่ละคนนั้นเต็มเปี่ยมแค่ไหน ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากดวงตา กิจกรรม และใบหน้าของลูก ใบหน้าและกิจกรรมของลูกควรเหมือนดอกกุหลาบที่กำลังเบ่งบาน บัพดาดายังคงมองเห็นจากกิจกรรมและใบหน้าของลูกว่าลูกอยู่อย่างร่าเริงแจ่มใสและมีความสุขเพียงใด ความเป็นจิตวิญญาณในดวงตา รอยยิ้มบนใบหน้า และจากกิจกรรมของลูก ทุกคนสัมผัสได้ถึงคุณธรรมทั้งหมด ดังนั้นลูกแต่ละคนจึงจำเป็นต้องตรวจสอบตนเอง

บัพดาดามีความหวังที่บริสุทธิ์ในลูกๆทุกคนว่า ลูกแต่ละคนจะทำให้ดวงวิญญาณอื่นๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมบัติเช่นนี้ วันนี้ ดวงวิญญาณของโลกต้องการได้รับพลังทางจิตวิญญาณ และมีเพียงลูกดวงวิญญาณบราห์มินเท่านั้นที่เป็นผู้ประทานพลังทางจิตวิญญาณ เพราะลูกดวงวิญญาณคือดวงวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด สูงส่งที่สุด และมั่งคั่งร่ำรวยที่สุด ในบรรดาดวงวิญญาณทั้งหมด,ลูกคือดวงวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ไม่มีดวงวิญญาณอื่นใดได้รับการกราบไหว้บูชาด้วยระเบียบวินัยในลักษณะเดียวกันกับที่ลูกดวงวิญญาณได้รับการกราบไหว้บูชา แม้กระทั่งในชาติเกิดสุดท้ายนี้ ลูกดวงวิญญาณก็ยังได้รับการกราบไหว้บูชา ไม่มีบิดาผู้ก่อตั้งหรือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นเครื่องมือคนใดจะได้รับการกราบไหว้บูชาเหมือนกับลูก แม้ว่าจะมีอนุสรณ์ของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการกราบไหว้บูชาด้วยระเบียบวินัยเหมือนเช่นที่ลูกได้รับ และสมบัติของลูกคือ – ลูกคือผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในโลก สมบัติในชาติเกิดเดียวนี้ของลูกบราห์มินทั้งหลาย ได้รับการรับประกันว่าจะคงอยู่ต่อเนื่องไปถึง 21 ชาติเกิด เพราะลูกได้รับมรดกของบาบาจากพ่อแล้ว ดังนั้น เช่นเดียวกับที่พ่อไม่สูญสลาย ในทำนองเดียวกัน สมบัติที่ลูกได้รับจากพ่อก็ไม่สูญสลายเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ลูกจึงมั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในโลก และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก

ลูกทุกคนคิดว่าตนเองเป็นผู้รับใช้ที่พิเศษเช่นนั้นใช่หรือไม่? ตามเวลาของวันนี้ ลูกรู้หรือไม่ว่าดวงวิญญาณของโลกต้องการอะไรในปัจจุบันนี้? วันนี้โลกต้องการความสุข พลัง และความรัก พวกเขาต้องการความรักทางจิตวิญญาณ ดังนั้นตามเวลาแล้ว ลูกดวงวิญญาณบราห์มินต้องกลายเป็นผู้ประทาน ใช้จิตใจของลูกเพื่อให้พลังแก่พวกเขา ใช้คำพูดของลูกเพื่อให้ความรู้นี้แก่พวกเขา และด้วยการกระทำของลูกจงให้ทานคุณธรรมแก่พวกเขา ในเวลาสุดท้าย พ่อบราห์มาได้ให้สามคำแก่ลูกทุกคนเป็นของขวัญ ลูกจำคำสามคำนี้ได้ใช่ไหม? หากลูกใช้สามคำนี้สำหรับงานรับใช้ ลูกสามารถทำให้ดวงวิญญาณมากมายพอใจได้ สามคำนี้คือ: ไม่มีตัวตน ไม่มีความหลงทะนงตน และไม่มีกิเลส จงไม่มีตัวตนด้วยจิตใจของลูก ไม่มีความหลงทะนงตนด้วยคำพูดของลูก และไม่มีกิเลสด้วยการกระทำของลูก ใช้สามคำนี้ในงานรับใช้ที่ลูกทำ ตอนนี้โลกต้องการได้รับความปิติสุขและความสุขเล็กน้อยโดยผ่านพลังของลูกดวงวิญญาณ ทุกคนต่างท้อแท้ ในขณะที่ลูกคือดวงดาวแห่งความหวังสำหรับโลก และบัพดาดามองเห็นลูกทุกคนเป็นดวงดาวแห่งความหวังของพ่อ ลูกไม่เพียงแค่เป็นดวงดาวที่มีความหวังเท่านั้น แต่ลูกยังเป็นดวงดาวแห่งความหวังที่จะเติมเต็มความหวังทั้งหมดด้วย

ความรักของลูกๆไปถึงบัพดาดาอยู่เสมอ ความพยายามอะไรที่ง่ายที่สุด? มีความพยายามหลากหลายรูปแบบ แต่ความพยายามที่ง่ายที่สุดคือความรัก ในความรักแม้แต่ความลำบากตรากตรำก็เปลี่ยนไปเป็นรูปแบบของความรัก ดังนั้น การมีความรักต่อพ่อจึงหมายถึงการใช้ความพยายามอย่างง่ายดาย ในแง่ของความรัก ลูกทุกคนคิดว่าตัวเองมีความรักอยู่เสมอหรือไม่? ไม่ใช่แค่รักเป็นบางครั้ง แต่รักอยู่เสมอ ไม่ใช่คนที่แค่จุ่มตัวลงไป แต่เป็นคนที่อยู่อย่างหลอมรวมอยู่เสมอ ผู้ที่คิดว่าตนเองหลอมรวมอยู่ในมหาสมุทรแห่งความรักอยู่เสมอ ผู้ที่คิดว่าตนเองเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ ยกมือขึ้น! ขีดเส้นใต้คำว่า "อยู่เสมอ"! ยกมือขึ้น! อยู่เสมอไหม? อยู่เสมอหรือไม่? ลูกยกมือขึ้นได้ดีมาก บัพดาดาพอใจที่เห็นมือ เพราะลูกรักษาความกล้าหาญไว้ หากมีสิ่งใดขาดหายไปแม้เพียงเล็กน้อย ลูกจะจำไว้ว่าลูกได้ยกมือขึ้น เพราะบัพดาดามีความรักอย่างลึกล้ำต่อลูกทุกคน เพราะเหตุใด? เพราะบัพดาดารู้ว่าแต่ละดวงวิญญาณและทุกดวงวิญญาณได้กลายเป็นผู้เปี่ยมด้วยความรักมาหลายครั้งแล้ว ที่ลูกก็เป็นผู้ที่กำลังมีความรักอยู่ตอนนี้ และก็คือลูกดวงวิญญาณเดียวกันที่จะเป็นผู้เปี่ยมด้วยความรักในทุกวงจร ลูกมีความซาบซึ้งและความสุขที่ลูกเป็นดวงวิญญาณที่ประกาศสิทธิ์นี้ในทุกวงจรหรือไม่?

เมื่อเห็นลูกดวงวิญญาณที่ได้ประกาศสิทธิ์เช่นนี้ บัพดาดาจึงให้พรจากหัวใจของท่านว่า จงเป็นผู้ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและเฝ้าแต่โบยบินต่อไปอยู่เสมอ! หากมีสถานการณ์ที่เลวร้ายใดๆเกิดขึ้น อย่าปล่อยให้สภาพดั้งเดิมของลูกขึ้นๆลงๆ สถานการณ์ที่เลวร้ายนั้นไม่สามารถทำอะไรลูกได้เมื่ออยู่เบื้องหน้าสภาพดั้งเดิมของลูก อัจชะ ผู้ที่มาเป็นครั้งแรก ยกมือขึ้น! มีหลายคนที่มา เมื่อเห็นลูกแต่ละคน บัพดาดาก็ภูมิใจในตัวลูก: ว้า ลูกๆ ของฉัน! ว้า! ลูกร้องเพลงจากหัวใจโดยอัตโนมัติว่า: ว้า บาบา! ว้า! บาบาของฉัน ว้า! ในทำนองเดียวกัน พ่อก็ร้องเพลงเดียวกันนี้ให้แก่ลูกๆ ว่า “ว้า ลูกๆของพ่อทุกคน! ว้า!” หลังจากสิ้นสุดจรหนึ่งเท่านั้นที่พ่อจะได้พบลูกๆ และลูกแต่ละคนก็ยิ่งใหญ่เบื้องหน้าโลก ดังนั้น พ่อจึงร้องเพลงเช่นกันว่า “ว้า ลูกๆ! ว้า!” ลูกนั้น ว้า ว้า ใช่ไหม? ลูกคือลูกๆที่ “ว้า ว้า” ใช่ไหม? ว้า ว้า ลูกๆ ยกมือขึ้น!

ดังนั้น จงจำไว้เสมอว่าลูกคือลูกๆ ที่ “ว้า ว้า!” แม้ว่าลูกจะเป็นผู้เพียรพยายาม ลูกก็ยังเป็นลูกๆ ที่ “ว้า ว้า” ลูกคือลูกๆ ที่ “ว้า ว้า” ของบาบา ที่จะกลับบ้านไปพร้อมกับพ่อ ลูกจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังใช่ไหม? พ่อกล่าวว่า ท่านจะพาลูกแต่ละคนกลับไปกับท่านในอ้อมกอด(หรือตัก)แห่งความรักของท่าน ดังนั้น ลูกพร้อมไหม? ลูกพร้อมหรือยัง? ลูกจะไม่หยุดอยู่กลางทางที่ไหนสักแห่งใช่ไหม? ลูกจะกลับไปพร้อมกับพ่อเพราะลูกได้ให้สัญญาไว้เช่นนี้ ลูกคือผู้ที่จะทำตามสัญญาใช่ไหม?

ดังนั้นเวลานี้ บัพดาดาต้องการให้ลูกทำให้รูปที่เป็นเทวดานางฟ้าของลูกปรากฏออกมา ในขณะที่เคลื่อนไหวและเดินไปมา จงให้ประสบการณ์ของชุดที่เป็นเทวดานางฟ้าของลูก บัพดาดาได้บอกลูกเกี่ยวกับการฝึกฝน (ดริล) ต่างๆแล้วใช่ไหม? ลูกมีนิสัยชอบเปลี่ยนเสื้อผ้าใช่ไหม? เช่นเดียวกับที่ลูกเปลี่ยนชุดที่สวมใส่ของร่างกาย ในทำนองเดียวกัน รูปของดวงวิญญาณก็คือเทวดานางฟ้า จงสัมผัสประสบการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลูกชอบชุดเทวดานางฟ้าใช่ไหม? เช่นเดียวกับที่พ่อบราห์มากำลังนั่งอยู่ในอาณาเขตที่ละเอียดอ่อนในรูปที่เป็นเทวดา ในทำนองเดียวกัน ขอให้ลูกทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ในรูปที่เป็นเทวดานางฟ้าในขณะที่เดินและเคลื่อนไหวไปมาให้เหมือนกับพ่อเช่นกัน เพราะต่อเมื่อลูกมีรูปที่เป็นเทวดานางฟ้าแล้วเท่านั้นที่ลูกจะกลายเป็นเทพได้ ลูกจำรูปทั้งสามของพ่อได้ใช่ไหม? พ่อ ครู และสัตกูรู ในทำนองเดียวกัน ให้จดจำรูปทั้งสามของลูกไว้ด้วย: จากบราห์มินสู่การเป็นเทวดานางฟ้า และจากเทวดานางฟ้าสู่การเป็นเทพ สามรูปนี้มั่นคงใช่หรือไม่? บางครั้งสวมชุดบราห์มิน บางครั้งสวมชุดเทวดานางฟ้า และบางครั้งสวมชุดเทพ ในสามรูปนี้ ลูกจะสามารถนั่งบนที่นั่งของผู้หยั่งรู้รูปกาลเวลาทั้งสาม(ตรีกาลดาชิ)ได้โดยอัตโนมัติ และสามารถทำทุกงานในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่ละวางต่อไปได้ ดังนั้น บัพดาดาต้องการให้ทุกคนอยู่กับพ่ออย่างสม่ำเสมอและไม่กลับมาอยู่คนเดียวโดยลำพัง เมื่อลูกอยู่กับพ่อเท่านั้น ลูกจึงจะกลับไปพร้อมกับท่านได้ หากลูกอยู่กับพ่อเพียงแค่บางครั้ง แล้วลูกจะกลับไปกับท่านได้อย่างไร เมื่อลูกรักใครบางคน ลูกจะไม่มีวันลืมคนที่ลูกรักได้ จงฝึกฝนสิ่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน: ชั่วขณะหนึ่งเป็นบราห์มิน ชั่วขณะหนึ่งเป็นเทวดานางฟ้า และชั่วขณะหนึ่งเป็นเทพ อัจชะ

ถึงลูกๆทุกคนในทุกหนแห่งผู้เปี่ยมด้วยสมบัติอยู่เสมอ ถึงผู้ที่เป็นผู้รับใช้โดยผ่านกิจกรรมและใบหน้าของพวกเขาอยู่เสมอ เพราะลูกทุกคนได้สัญญาไว้ว่าลูกจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกและเปลี่ยนแปลงโลกนี้ และดังนั้น ลูกจึงเป็นผู้รับใช้ที่อยู่อย่างข้องแวะในการทำงานรับใช้ในขณะที่เดินและเคลื่อนไหวไปมา ถึงผู้รับใช้โลกและผู้เปลี่ยนแปลงโลกเช่นนั้นที่เติมเต็มทุกคนด้วยสมบัติของพ่อ ถึงลูกๆของบัพดาดาทุกคนในทุกหนแห่ง รัก ระลึกถึง พรจากหัวใจ และนมัสเตจากบัพดาดา อัจชะ

พร:
ขอให้ลูกทำทุกการกระทำในฐานะผู้เป็นนายที่หยั่งรูปรูปกาลเวลาทั้งสาม(ตรีกาลดาร์ชิ) และเป็นอิสระจากบ่วงกรรมใดๆ

ไม่ว่าลูกจะสร้างความคิดใด จะพูดคำพูดใด หรือจะกระทำการใดๆ เมื่อลูกกระทำสิ่งเหล่านี้ในฐานะผู้เป็นนายที่หยั่งรูปรูปกาลเวลาทั้งสาม(ตรีกาลดาร์ชิ) แล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใดที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไร้ความหมาย ตรีกาลดาร์ชิหมายถึงการอยู่อย่างมั่นคงในสภาพของผู้สังเกตการณ์ที่ละวาง จงรู้ถึงปรัชญาของกรรมอันลึกล้ำ แล้วจึงทำให้อวัยวะร่างกายของลูกกระทำการ แล้วลูกจะไม่ถูกผูกมัดด้วยบ่วงกรรมใดๆ ในขณะที่ทำทุกการกระทำ ลูกจะเป็นอิสระจากบ่วงกรรม และจะสัมผัสกับสภาพที่อยู่เหนือบ่วงกรรม (คาร์มาทีท) อย่างต่อเนื่อง

คติพจน์:
ผู้ที่ไม่รู้ถึงความปรารถนาที่มีขีดจำกัด คือผู้ที่มั่งคั่งที่สุด

สัญญาณที่ละเอียดอ่อน: ทำให้รากฐานแห่งศรัทธาของลูกแข็งแกร่ง และคงอยู่อย่างไม่ขลาดกลัวและไร้กังวลอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อยามที่เฝ้ารักษาการณ์ถืออาวุธของตนด้วยความศรัทธาว่าเขาสามารถขับไล่ศัตรูหรือเอาชนะศัตรูได้ด้วยอาวุธของเขา เขาก็ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความไม่ขลาดกลัว ลูกก็เช่นกันมีอาวุธของพลังทั้งหมดอยู่กับลูกอยู่เสมอ ลูกเพียงแค่ต้องเรียกใช้มัน นั่นคือ ต้องเป็นนายเหนือมันและสั่งการมัน แล้วความสำเร็จย่อมรับประกันได้อย่างแน่นอน